เริ่มต้นมันเป็นหนังในปี 2018 ที่ยังไม่มีใครนำเข้ามาฉายในเมืองไทย จวบจนเพจหนังกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบชื่นชมมันเป็นเสียงเดียวกัน หนังกำลังมีฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Hulu แต่มีค่ายหนังในไทยนำมาเข้ามาฉาย อีกส่วนมันเป็นผลงานทั้งเขียนบทและกำกับของ Jennifer Kent ที่เคยผ่านตากันมาแล้วกับ The Babadook ครั้งนี้เหมือนเป็นการบอกกับเราว่า

หนังตัวอย่าง
รีวิวหนัง
สปอยหนัง
สรุป
หนังตัวอย่าง

ย้อนกลับไปสู่ ค.ศ. 1825 ในยุคล่าอาณานิคม เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่ แคลร์ (Aisling Franciosi จากซีรีส์เรื่อง Game of Thrones และ The Fall) ภรรยาสาวชาวไอริชลูกหนึ่งที่ถูกผู้หมวดใจอำมหิตนามฮอว์คินส์ (Sam Claflin จากหนังเรื่อง Enola Holmes, Me Before You และ The Hunger Games: Catching Fire) หน่วงเหนี่ยวไม่ยอมให้เธอเป็นอิสระแม้จะทำงานชดใช้แล้วก็ตาม ไม่พอ ผู้หมวดคนนี้ยังกระทำเหตุระยำตำบอนด้วยการขืนใจเธอเสียอีก

จนในที่สุด เอเดน (Michael Sheasby จากหนังเรื่อง Hacksaw Ridge) สามีของแคลร์อัดอั้นเรื่องนี้มากเข้าจึงขอร้องให้ปล่อยครอบครัวของเขาไป ใครจะคาดคิดว่า เหตุการณ์มันจะเลวร้ายรุนแรงหนักข้อ เพราะความคั่งแค้นที่สุมอก ประกอบกับผู้หมวดคนนี้กำลังจะเดินทางขึ้นเหนือผ่านภูมิประเทศที่เป็นป่าไปรับตำแหน่งที่ใหญ่โตกว่า

แคลร์จึงใช้โอกาสนี้ไล่ล่าติดตาม โดยเธอจำต้องมีคนนำทาง และเธอก็ได้บิลลี่​ (Baykali Ganambarr หนังอีกเรื่องที่เขาแสดงคือ The Furnace) คนเผ่าพื้นเมืองในออสเตรเลียที่คับแค้นต่อคนขาว การเดินทางของสองคน ต่างเพศและต่างสีผิว เพื่อแก้แค้นให้กับแคลร์ครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่า การแก้แค้นสำเร็จ คนไม่ดีถูกลงโทษ คนดีก็มีอิสระในการใช้ชีวิตต่อไป

สปอยหนัง
เพราะความที่ผู้กำกับเขาเลือกจะถ่ายทำและเล่าให้เรามองเห็นด้วยสัดส่วนภาพแบบ 4 : 3 มันจึงไม่มีมุมกว้าง สิ่งที่ผู้ชมจะมองเห็นมีเพียงภาพตรงหน้าเท่านั้น ไม่มีมุมอื่นให้มอง ซึ่งก็ชวนให้อึดอัดอยู่พอประมาณ คงเป็นความจงใจของผู้เล่าที่ต้องการให้เราโฟกัสอยู่กับเรื่องตรงหน้าให้มากที่สุด เรื่องที่แสนจริงจังของตัวเอกสองคน ต่างเพศ ต่างสีผิว ต่างชาติพันธุ์ แต่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่ร่วมกันอยู่ นั่นคือ การถูกอีกชาติพันธุ์หนึ่งกดทับ/กดขี่เอาไว้

หนึ่งเป็นหญิงชาวไอริช ที่มีสามี มีลูกน้อยเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เธอถูกผู้หมวด นายทหารสันดานเลวกระทำเลวร้าย ทั้งข่มขืนเธอ แถมยังฆ่าลูกและผัวของเธออีก ไม่ยอมปล่อยเธอให้เป็นไท มีเรื่องตั๋ว เรื่องอะไรเข้ามาสมทบ แน่นอน ทุกคนสำคัญในชีวิตตาย เหลือเพียงเธอคนเดียวแบบนี้

ขณะที่อีกคน เป็นชายผิวดำชาวพื้นเมืองที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียมานาน มีวัฒนธรรมและแนวความคิดเป็นของตัวเอง ก่อนจะถูกคนขาว (ซึ่งในที่นี้ก็คือ อังกฤษ) รุกราน ไล่ที่ เข่นฆ่า บังคับไม่ให้ทำโน่นทำนี่ที่เขามองว่ามันป่าเถื่อน จนในที่สุด วิถีดั้งเดิมของแต่ละชนเผ่าก็ลบเลือนหายไปเสียทั้งหมด หลายคนก็จำต้องทนอยู่ตามสภาพเพื่อรักษาชีวิต แต่ในใจนั้น คั่งแค้นมาก

Nightingale
พล็อตหลักของหนังมันคือการเดินทางติดตามไปเพื่อล้างแค้นของสองคน ที่อาจจะไม่ค่อยเข้าใจกันในตอนแรก แต่ความที่เผชิญเหตุร้ายๆ มาด้วยกัน ทั้งแคลร์และบิลลี่จึงเริ่มเข้าใจอีกฝ่าย เมื่อหนังเอาคนขาวกับคนดำที่ต่างถูกก็กระทำมาเดินทางร่วมกัน ต่างก็ได้เรียนรู้ความเจ็บปวดของกันและกัน แถมยังร่วมแก้แค้นไปด้วยกัน

ในขณะเดียวกัน หนังที่แทรกใส่ตัวละครที่มองเห็นเท่าเทียมกันในมนุษย์ทุกคน โดยไม่เลือกสัญชาติ สีผิว ภาษา หรืออะไร ฉากนั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับนายแพทมากพอดู เพราะเราก็คงได้รับรู้มาตลอดเรื่องถึงสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ อดจะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจไม่ได้ น้ำตาซึมเลย แม้อาจจะมีบางส่วนที่ไม่เข้าใจในการเลือกหรือเปลี่ยนใจของตัวละครไปบ้าง แต่ก็ทำให้หนังเดินไปอีกทางหนึ่ง ไม่ยอมจบง่ายๆ แถมยังเดินไปในจุดที่คาดไม่ถึง

Nightingale
หนังยังหยิบเอาหลากหลายประเด็นมารวมเข้าไว้ในเรื่องเดียว ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะมองเห็นมันในมุมไหน เท่าที่รวบรวมมาก็มี ทั้งประเด็นการเหยียดชาติพันธุ์ การล่าอาณานิคม การรุกล้ำขับไล่ รวมทั้งการเข้าครอบงำบังคับให้ชนพื้นเมืองทำตามที่คนขาวต้องการ ความคิดของบางตัวละครทำให้รู้สึกถึงสังคมที่ชายเป็นใหญ่ รวมไปถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน บางช่วงก็ชวนให้รู้สึกสะใจแม้จะอยากเป็นคนดีอยู่นิดๆ

สรุป
สำหรับหนังเรื่องนี้ ได้นำเสนอ เรื่องราวของความเหลื่อมล้ำ ของผู้มีอำนาจ ที่กระทำย่ำยี ต่อทาส หรือคนที่ด้อยกว่า เสมือนไม่ใช่คน ผ่านการเล่าเรื่องของตัวละคร ที่ทำให้เรามองเห็นว่า อำนาจ ทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งฆ่าใครสักคน หรือย่ำยีใครสักคน จนทำให้ผู้ถูกกระทำโกรธแค้น และลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อทวงความยุติธรรม ให้กับตนเอง และคนรอบข้าง